การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะปฏิบัติ และเจตคติต่อการเรียนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) กับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ เรื่อง การใช้โปรแกรมตารางคำนวณ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี

บทคัดย่อ

              การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1. พัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) กับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ  เรื่อง การใช้โปรแกรมตารางคำนวณ วิชาคอมพิวเตอร์ กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี  ชั้นประถมศึกษาปีที่  6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80 2. หาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ เรื่อง การใช้โปรแกรมตารางคำนวณ วิชาคอมพิวเตอร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะปฏิบัติ  และเจตคติต่อการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  ระหว่างกลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ เรื่อง การใช้โปรแกรมตารางคำนวณ กลุ่มตัวอย่างได้แก่  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6/2 และ 6/3  โรงเรียนอนุบาลศีขรภูมิ  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1  ปีการศึกษา  2558  ภาคเรียนที่  2  จำนวน  62  คน ห้องละ 32  คน และ 30  คน เป็นกลุ่มทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอนและกลุ่มทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติตามลำดับ ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอนและแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ  วิชาคอมพิวเตอร์ เรื่อง การใช้โปรแกรมตารางคำนวณ รูปแบบละ 8 แผน ๆ  ละ 2  ชั่วโมง (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชนิดเลือกตอบ 4  ตัวเลือก  จำนวน  30  ข้อ  มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (β) ตั้งแต่  0.21 - 0.86  และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ  (rcc)  เท่ากับ  0.86  (3) แบบวัดทักษะปฏิบัติ  จำนวน 5  ข้อ ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ  (rxy)  ตั้งแต่  0.45  ถึง  0.68 (4)  แบบวัดเจตคติที่มีต่อการเรียนเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 15  ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ  (rxy)  ตั้งแต่  0.40  ถึง  0.68 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ (a) เท่ากับ 0.89  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานโดยใช้  F-test  (One way - MANOVA)  

              ผลการวิจัยปรากฏดังนี้ 

  1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ เรื่อง การใช้โปรแกรมตารางคำนวณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.41/85.10 และ 80.33/79.89 ตามลำดับ
  2. ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ เรื่อง การใช้โปรแกรมตารางคำนวณ วิชาคอมพิวเตอร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าเท่ากับ 0.8510   และ 0.7988 ตามลำดับ
  3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยแบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะปฏิบัติ และเจตคติที่มีต่อการเรียนหลังเรียน สูงกว่ากลุ่มจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ 

              โดยสรุป การจัดกิจกรรมการการเรียนรู้แบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอนและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ วิชาคอมพิวเตอร์ มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้ของนักเรียน ทั้งในด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะปฏิบัติ  และเจตคติที่มีต่อการเรียนให้สูงขึ้น จึงควรสนับสนุนให้ผู้สอนนำกระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวไปปรับใช้ในชั้นเรียนให้ประสบผลสำเร็จยิ่งขึ้น

 คำสำคัญ: ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะปฏิบัติ เจตคติต่อการเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ             

             ปกติ

 Abstract

              The  purposes of this study were :  (1) to study the efficiencies of  plans for learning activities using Computer Assisted Instruction (CAI)  learning model and conventional learning approaches, entitled Using Microsoft Excel in learning area of occupations and technology, of Prathomsuksa 6  level  with a requirement of 80/80;  (2)  to find out the effectiveness indices of those two developed learning  plans;  and  (3)  to compare  learning  achievement, analytical thinking, and self-esteem of the  students who learned using Computer Assisted Instruction learning model and conventional learning approaches. The samples consisted of 62  Prathomsuksa 6 students, attending  Anubansikhoraphom School, under the Office of Surin Primary Educational Service Area  Zone 1. They were assigned into two experimental groups, with the first group of 32 students using Computer Assisted Instruction learning model, and the second group of 30 students using conventional learning approach, and obtained using the cluster random sampling technique. The  instruments used  in  this  study  were  (1)  instructional plans for  Computer Assisted Instruction learning model and conventional learning approaches, titled Using Microsoft Excel, 8  plans of two hours per each plan; (2)  30 items test of  learning  achievement  with  discriminating  powers  (β)  ranging  0.21  to  0.86 and a  reliability (rcc ) of 0.83;  (3)  5  items of practice skill with discriminating powers (rxy) ranging  0.45 to  0.68  (4) 15 items  scale on attitude toward learning with discriminating powers (rxy) ranging  0.40 to  0.68  and a reliability (a) of  0.89. The  statistics used  for analyzing  data were  mean,  standard  deviation,  percentage, and  F-test (One-way MANOVA)  was  employed  for  testing  hypotheses.

              The results of the study were as follows:

  1.   The efficiencies of the instructional plans for the Computer Assisted Instruction learning model and conventional learning approaches, titled Using Microsoft Excel, learning area of occupations and technology, of Prathomsuksa 6 level were 86.41/85.10 and 80.33/79.89 respectively.
  2. The Indices of effectiveness of instructional plan for the Computer Assisted Instruction learning model and conventional learning approaches, titled Using Microsoft Excel, were 0.8510 and 0.7988 respectively. 
  3. The students who learned based on the Computer Assisted Instruction learning model had average learning achievement, practice skill, and attitude toward learning higher than conventional learning approaches.

              In conclusion, learning activities based on the Computer Assisted Instruction learning model and conventional learning approaches were effective and efficient. They can be applied to encourage and develop students’ learning achievement, practice skill, and attitude toward learning. Therefore, teachers should be supported to manage the mentioned approaches of instructional activities for the classroom learning successfully.

 Keyword: Learning achievement, Practice skill, Attitude toward learning, Computer Assisted Instruction  

              (CAI), Conventional learning approaches

ดาวน์โหลดฉบับเต็ม
: 68